การจัดตั้งตำบลจ่ายสิ่งอุปกรณ์ประเภท ๓ และประเภท ๕ ( หน้า)

( FARP-Forward Arming and Refueling Point)

กล่าวนำ

          ตำบลจ่าย สป. ๓, สป.๕ ( หน้า) เป็นการจัดตั้งและปฏิบัติที่เกี่ยวกับการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท ๓ และ ประเภท ๕ ในพื้นที่ห่างไกลจากที่ตั้งหน่วย เป็นตำบลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจ่าย สป . เป็นการชั่วคราว ภายใต้ความรับผิดชอบ ของผู้บังคับหน่วยบิน   ในการที่จะจัดเตรียมอุปกรณ์ และปฏิบัติการส่งกำลัง สป.    ให้กับอากาศยานในอัตรา  เพื่อให้การสนับสนุนภารกิจให้กับหน่วย
ดำเนินกลยุทธเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุภารกิจอย่างสมบูรณ์

วัตถุประสงค์

          ด้วยคุณลักษณะ และประโยชน์การใช้สอยของอากาศยานที่มีเอนกอนันต์ ทั้งจากการเคลื่อนที่ ที่รวดเร็ว ด้วยการนำกำลังที่มีอำนาจทำลายล้างเข้าปฏิบัติการด้วยความเฉียบขาด ในทุกพื้น
ที่ ทุกเวลา ซึ่งไม่สามารถจะหากำลังจากหน่วยใดมาทดแทนศักยภาพดังกล่าวได้   จึงมีความจำเป็นที่หน่วยบิน และหน่วยภาคพื้นจะต้องมีการ ประสานการปฏิบัติในรายละเอียดกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปฏิบัติของหน่วยบินมีความต่อเนื่องในการปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อจะต้องปฏิบัตินอกระยะปฏิบัติการของอากาศยาน, ปฏิบัติการกดดันข้าศึกอย่างต่อเนื่อง   และรวมทั้งการปฏิบัติที่ต้อง
รุกคืบไปในดินแดนของฝ่ายตรงข้ามที่พ้นระยะการสนับสนุนของตำบลส่งกำลังหลัก    โดยหน้าที่ดังกล่าว   ได้มอบหมายให้ บก . และร้อย บก.  กองพลน้อย     เป็นผู้รับผิดชอบ และดำเนินการ
(ทบ.สรอ.) ทั้งนี้อาจมีหน่วยงานอื่นๆ เช่น หน่วยแพทย์, หน่วยปฏิบัติการ ซบร., ชุดควบคุมความเสียหายจากการรบ หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่จำเป็น เข้าร่วมปฏิบัติการ ณ ตจ. สป.( หน้า) ด้วย

การควบคุมบังคับบัญชา และการติดต่อสื่อสาร

          ผบ. หน่วยบิน เป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติของ ตจ. สป.( หน้า) เป็นส่วนรวม ภายใต้ข้อพิจารณาจากปัจจัย METT-T   ภายใต้การสนับสนุนจากส่วนควบคุม บังคับบัญชา และการติดต่อ
สื่อสารที่ประกอบไปด้วย

          ๑. ฝอ. ๓ – เป็นผู้ที่กำกับดูแลและนำเจตนารมย์ของ ผบ. หน่วยมาดำเนินการภายใต้การประสานกับ ฝอ. ๔ และ ผบ. ร้อย. บก. พล.น้อย เพื่อให้แน่ใจว่าแผนการสนับสนุนสามารถปฏิบัติ
ิได้อย่างเป็นรูปธรรม

          ๒. ฝอ. ๔ – ประมาณการ สป. ๓ และ สป. ๕ ตามอัตราส่วนสัมพันธ์และความต้องการ ของภารกิจ พร้อมทั้งจัดทำแผนการส่งกำลัง และเสนอความต้องการไปยังหน่วยเหนือตามความ
เหมาะสม

          ๓. ผบ. มว. ส่งกำลัง– รับผิดชอบการปฏิบัติที่เกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุง สป. ๓ และ ๕ ณ ตจ. สป.  ( หน้า)  โดยตรง   รวมทั้งการกำกับดูแล และรายงานสถานภาพ สป. ฯ     ในอัตรา
ให้ ฝอ. ๔ ทราบอย่างต่อเนื่อง

ตำบลจัดตั้ง

          ตจ. สป.( หน้า) ควรได้รับการจัดตั้งให้อยู่ใกล้กับพื้นที่ปฏิบัติการมากที่สุดเท่าที่สถานการณ์ การรบ และภัยคุกคามจะเอื้ออำนวย โดยปกติมักจะอยู่ประมาณ ๑๘– ๒๕ กม. หลังเส้นแนว
วางกำลังฝ่ายเดียวกัน (FLOT) ในพื้นที่ปฏิบัติการของกองพลน้อย และควรจะอยู่พ้นระยะการยิงหวังผลของ ป.  สนามพิสัยกลาง   ส่วนการเคลื่อนย้าย ตจ. สป.( หน้า)   สามารถปฏิบัติได้ทั้ง
ทางยานพาหนะภาคพื้น และ ทางอากาศยาน โดยระยะเวลาการปฏิบัติของ ตจ. สป.( หน้า) ส่วนใหญ่จะไม่เกิน ๓- ๖ ชม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ สถานการณ์ของภัยคุกคามภายใต้ปัจจัย METT - T ส่วนขนาดของพื้นที่ขึ้นอยู่กับจำนวนอากาศยาน ที่จะเข้ารับบริการ และขนาดของอุปกรณ์ที่จัดตั้ง ตามปกติมักจะจัดตั้ง ตจ. สป.( หน้า) เพื่อให้บริการ สป.   ประมาณ ๔- ๘ จุด   สำหรับปัจจัย METT-T ที่มีผลต่อการจัดตั้ง ตจ. สป.( หน้า) ประกอบด้วย

Mission / ภารกิจ
           จะเป็นปัจจัยที่กำหนดการปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินกลยุทธ ในพื้นที่ทั้งทางลึก,  ระยะใกล้   และพื้นที่ส่วนหลัง    ซึ่งโดยปกติแล้วการปฏิบัติการทางลึกจะไม่ต้องการรับการ
สนับสนุนจาก ตจ. สป. (หน้า) ยกเว้นว่าพื้นที่ปฏิบัติการที่รับผิดชอบมีขนาดกว้างมาก และภารกิจที่ได้รับมีความต่อเนื่องยาวนาน แต่ตำบลที่จัดตั้งจะไม่อยู่หลังแนวของฝ่ายตรงข้าม ส่วนใหญ่
จะอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการระยะใกล้

Enemy / ฝ่ายตรงข้าม
           โดยปกติ ฝอ. ๒ จะหาข่าวสาร ข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามที่รวมถึงขีดความสามารถ. ที่ตั้งของกำลัง และประเภทอาวุธของภัยคุกคาม ที่คาดว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้ในพื้นที่ปฏิบัติการ โดยใช้
้เครื่องมือ และกรรมวิธีด้านการข่าวกรอง เพื่อนำมาต่อต้านการปฏิบัติในการหาข่าวของฝ่ายตรงข้าม

Terrain / สภาพภูมิประเทศ
           ควรมีการเลือกภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติของอากาศยาน   และยานพาหนะ    ด้วยการใช้พืชพรรณ, เงามืด  และ สิ่งปลูกสร้างเป็นฉากกำบัง     และซ่อนพรางการปฏิบัติของ
ตจ. สป.( หน้า)

Troop / การจัดกำลัง
           ผบ. มว. ส่งกำลัง มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดกำลังที่เพียงพอให้การสนับสนุนการ ปฏิบัติ ณ ตจ . สป.( หน้า) ซึ่งการจัดกำลังดังกล่าวจะต้องครอบคลุมจำนวนของเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติที่
ี่ได้รับการฝึกฝน ในแต่ละหน้าที่อย่างครบถ้วน เพียงพอ ทั้งการปฏิบัติเกี่ยวกับระบบเชื้อเพลิง และระบบอาวุธกระสุน ภายใต้พื้นฐานของความปลอดภัยสูงสุด

Time available
           เวลาที่มี หรือระยะเวลาของการปฏิบัติภารกิจ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา เพื่อประมาณการความต้องการ สป. ต่างๆ รวมทั้งการวางแผนในการ รปภ. สป. ด้วย ผู้ที่วางแผน
การปฏิบัติ ณ ตจ. สป.( หน้า) จะต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการเดินทางของอากาศยาน หรือยานพาหนะจากพื้นที่ปฏิบัติการ ไปยัง ตจ. สป.( หน้า), ระยะเวลาการจัดตั้ง และจัดเก็บอุปกรณ์ รวม
ถึงระยะทางระหว่างตำบล ส่งกำลังหลัก และ ตจ. สป.( หน้า) ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการเลือกพื้นที่จัดตั้ง ตจ. สป.( หน้า) ทุกครั้ง

การกำบังและซ่อนพราง

          หนทางปฏิบัติที่จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการจัดตั้ง ตจ.สป.(หน้า) อย่างปลอดภัยจากการตรวจการณ์ของฝ่ายตรงข้ามทั้งทางภาคพื้นและทางอากาศคือการประยุกต์ใช้สิ่งกำบัง
และซ่อนพรางจากทั้งธรรมชาติ   และวัสดุที่มนุษย์สร้างขึ้น    วิธีการกำบังและซ่อนพรางส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับ    ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ ( Mobility) ,   อากาศยานที่ปฏิบัติภารกิจ, สถานการณ์ฝ่ายตรงข้าม ( Enemy Situation) , การสนับสนุนจากหน่วยเหนือ ( Higher Echelon Support) และระยะเวลาสำหรับปฏิบัติการ (Expected Operational Time) ในการเลือกพื้นที่จะต้อง

 

พิจารณาจากปัจจัยองค์ประกอบที่จะเอื้ออำนวยการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ทั้งการเคลื่อนย้ายเข้าที่ตั้ง การจัดตั้ง การบริการ การจัดเก็บอุปกรณ์ และการทำลายร่องรอยการปฏิบัติ

          โดยปกติการจัดตั้ง ตจ.สป.(หน้า) มักจะใช้ยานพาหนะในการขนส่ง สป.๓ และ สป.๕ ด้วยข้อดีของการใช้ยานพาหนะทางบกขนส่ง สป.คือ การขน สป.ได้คราวละมากๆ แต่มีข้อเสียจาก
ความล่อแหลมในการถูกขัดขวางจากฝ่ายตรงข้าม และไม่สามารถเคลื่อนย้าย หรือเปลี่ยนสถานที่จัดตั้งใหม่ได้ในเวลาที่รวดเร็วเช่นเดียวกับอากาศยาน เนื่องจากต้องอาศัยเส้นทางในการเคลื่อนที่ ประกอบกับการปฏิบัติการขนย้ายอุปกรณ์ของยานพาหนะ มักจะต้องอาศัยอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ    ที่บางครั้งจะต้องขนส่งไปกับยานพาหนะคันอื่นๆ    ซึ่งเมื่อยานพาหนะคันใดคันหนึ่งหลงทาง
หรือถูกขัดขวางจนไม่สามารถไปถึง ที่หมายได้ จะทำให้ภารกิจในการสนับสนุน สป.อาจล้มเหลวได้ ในการแก้ปัญหาดังกล่าวหน่วยจะต้องจัดทำแผนเผชิญเหตุสนับสนุนแผนการปฏิบัติหลักใน
ทุกครั้งที่ปฏิบัติภารกิจ

          การปฏิบัติและจัดตั้ง ตจ.สป.(หน้า) ด้วยอากาศยาน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถปฏิบัติได้ด้วยคุณลักษณะที่พิเศษคือ ความรวดเร็ว   ความคล่องตัว  สามารถเคลื่อนย้ายตามอากาศยาน
ที่ปฏิบัติภารกิจหลักได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ว่า ทุกพื้นที่โล่งแจ้งสามารถจัดตั้งเป็น ตจ.สป.(หน้า) ทางอากาศได้   ส่วน การลาดตระเวน   และคุ้มกันทางอากาศสามารถกระทำได้โดยการ
จัดอากาศยานลาดตระเวน คุ้มกัน ที่ยังไม่ได้เข้ารับการบริการ สป.บินวนคุ้มกันการปฏิบัติเป็นส่วนรวม โดยทั่วไปการจัดหรือกำหนดให้มีการจัดตั้ง ตจ.สป.(หน้า) ทางอากาศ มักจะปฏิบัติโดยใช้ ฮ.ล.๔๗ บรรทุกถังบรรจุเชื้อเพลิง ตามขนาดและปริมาณที่ต้องการพร้อมอุปกรณ์ให้การสนับสนุน ซึ่งเรียกการปฏิบัติดังกล่าวว่า    FAT COW   หรือโดยการใช   ้ ฮ.ท.๖๐ ติดตั้งถังเชื้อเพลิง
อะไหล่ขนาด ๔๕๐ แกลลอน (ERFS – Extended Range Fuel System) จำนวน ๔ ถัง และเรียกการปฏิบัติดังกล่าวว่า FAT HAWK ซึ่งในการปฏิบัติส่วนใหญ่จะเป็นการเติม สป.ในระบบเร่งด่วนโดยไม่ดับเครื่องยนต์ (Hot/ Rapid Refuel) ทั้งอากาศยานที่รับบริการ และอากาศยาน ที่ให้บริการ

การปฏิบัติในการเติมเชื้อเพลิงอากาศยานแบบเร่งด่วน

          การเติมเชื้อเพลิงอากาศยานแบบเร่งด่วน หรือที่เรียกว่า Hot/Rapid Refueling เป็นกรรมวิธีการปฏิบัติที่มักจะใช้เฉพาะ เมื่อมีเหตุจำเป็น ภายใต้ปัจจัย เวลา     และภาวะแวดล้อมที่
ต้องการความเร่งด่วนในการปฏิบัติ ซึ่งหากจะถามว่าการปฏิบัติดังกล่าวมีความปลอดภัยหรือไม่    สามารถตอบ    ได้ว่า       มีความปลอดภัยระดับหนึ่งหากปฏิบัติกับอากาศยานที่มีเครื่องยนต์ แก๊สเทอร์ไบน์ แต่หากเป็นเครื่องยนต์ลูกสูบการกระทำดังกล่าวจะเสี่ยงต่อการเกิดประกายไฟ      และเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย   อย่างมาก สาเหตุที่ทำให้อากาศยานที่มีเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ มีความปลอดภัยมากกว่าอาจเนื่องมาจาก

  • เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ใช้หลักการควบคุมอายุด้วยระบบบันทึกการสตาร์ทติด ( Starting Cycles Record) ควบคู่กับระบบการบันทึกชั่วโมงใช้งาน เพื่อกำหนดห้วงเวลาสำหรับการตรวจ และเปลี่ยนชิ้นส่วนประกอบ (Overhaul) ทำให้มีความมั่นใจในระบบการจุดสตาร์ท และการทำงานร่วมของส่วนประกอบอื่นๆมากว่าเครื่องยนต์ลูกสูบ ที่มีเพียงระบบบันทึกชั่วโมงการใช้งาน
  • เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ส่วนใหญ่ติดตั้งบนอากาศยาน ในตำแหน่งที่สูงกว่าจุดเติมเชื้อเพลิง ซึ่งตำแหน่ง ดังกล่าวจะทำให้ท่อทางไอเสีย (Exhaust Ducts) อยู่สูงกว่าระดับการเติมเชื้อเพลิง ลดโอกาส ที่เชื้อเพลิงจะหกรดใส่เครื่องยนต์ ประกอบกับเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์จะเป็นเชื้อเพลิงแบบที่มีระดับการเกิดประกายไฟ (Flash Point) ในย่านอุณหภูมิที่สูงกว่าเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ลูกสูบ
  • อากาศยานที่ติดตั้งเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ที่สามารถปฏิบัติการเติมเชื้อเพลิงแบบเร่งด่วนได้ ส่วนใหญ่ จะมีหัวข้อกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติ (Check Lists/ Procedures) กำหนดให้มีจำนวนเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยานมากกว่า ๑ นาย ทำให้มีเจ้าหน้าที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน และรวมถึงการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยในเวลาเดียวกัน

การปฏิบัติทั่วไป

          โดยทั่วไปการเติมเชื้อเพลิงให้กับอากาศยานแบบเร่งด่วนหรือ   Hot/Rapid Refueling อากาศยานยังคง   ติดเครื่องยนต์ และใบพัดอากาศยานยังคงหมุนอยู่ จึงต้องมีเจ้าหน้าที่อื่นๆ ร่วมปฏิบัติงาน   ด้วยเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัต   ิ ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะต้องได้รับการฝึก และมีประสบการณ์พอสมควร สำหรับจำนวนเจ้าหน้าที่ นอกจากนักบินที่ประจำอยู่กับระบบ
บังคับบินอย่างน้อยจะต้องประกอบไปด้วย

  • ช่างประจำอากาศยานจำนวน ๑ นาย เป็นผู้กำกับดูแลการปฏิบัติเป็นส่วนรวม โดยจะสวมหมวกบินที่สามารถเฝ้าฟังระบบการติดต่อสื่อสาร และยืนในตำแหน่งที่พ้นรัศมีการหมุนของระบบใบพัด ซึ่งสามารถให้ทัศนสัญญาณระหว่างนักบิน และเจ้าหน้าที่เติมเชื้อเพลิงได้
  • เจ้าหน้าที่เติมเชื้อเพลิง จำนวน ๑ นาย / ๑ หัวเติม (กรณีปฏิบัติการเติมเชื้อเพลิงพร้อมกันหลายจุด) และจะต้องสวมใส่เครื่องแบบที่เหมาะสม สวมอุปกรณ์ป้องกันตามความจำเป็น และสวมถุงมือทนไฟตามที่กำหนด
  • เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องดับเพลิงอย่างน้อย จำนวน ๑ นาย ยืนประจำ ณ ชุดอุปกรณ์ดับเพลิง เตรียมพร้อมปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินส่วนใหญ่มักจะปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่ช่างประจำ อ.
  • เจ้าหน้าที่ควบคุมคันบังคับลิ้นปิด-เปิดการจ่ายเชื้อเพลิง จำนวน ๑ นาย ประจำ ณ ตำแหน่งที่สามารถควบคุมการปิด-เปิดการจ่ายเชื้อเพลิงได้ตลอดเวลา

การปฏิบัติของนักบินขณะเติมเชื้อเพลิง

          นักบินจะต้องนั่งประจำในห้องนักบิน และควบคุมอากาศยานให้พร้อมรับการบริการเชื้อเพลิง   ณ   ตำแหน่ง   ที่กำหนด กำกับดูแลให้ผู้โดยสาร     และเจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจาก
อากาศยานไปยังตำบลรวมพลที่ปลอดภัยชั่วคราวในขณะเติมเชื้อเพลิง กำกับดูแลเจ้าหน้าที่ช่างประจำอากาศยานให้มี การต่อสายดินเพื่อลดประจุกระแสไฟฟ้าสถิตย์ตามจุดที่กำหนด พร้อมทั้ง
ตรวจสอบตำแหน่งของอุปกรณ์ ต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • วิทยุทุกระบบเฝ้าฟัง ห้ามส่งออกอากาศยกเว้นกรณีฉุกเฉิน ( Monitor / Not Transmit)
  • ปิดระบบอุปกรณ์เครื่องช่วยเดินอากาศ Navigation Equipments
  • ปิดระบบตรวจสอบพิสูจน์ฝ่าย XPDR
  • ปิดระบบป้องกันอาวุธตรวจนำวิถี Chaff / Flare Dispenser
  • ปิดระบบเรดาห์ตรวจวัดความสูง และเรดาห์ตรวจอากาศ WX RDR/ALT RDR
  • ปิดระบบเครื่องวัดระยะทาง DME
  • ปิดระบบไฟส่องสว่างสำหรับลงพื้น, ไฟแจ้งเตือนป้องกันการชนกัน และไฟส่องสว่างสำหรับการค้นหา Anti-collision, Search /Landing Lights
  • ลดรอบเครื่องยนต์เป็นรอบเดินเบา Flight Idle Engine (s)
  • ปิดประตู-หน้าต่างห้องโดยสาร และห้องนักบิน
  • เฝ้าฟังระบบวิทยุ และงดการติดต่อสื่อสารขณะรับบริการเชื้อเพลิง ยกเว้นกรณีเกิดเหตุ ฉุกเฉิน (Monitor Radios Make no Transmission except in an emergency)
  • นักบินและเจ้าหน้าที่ช่างประจำอากาศยานลดกระจกบังลมหน้าหมวกลง Visor Down และสังเกตการปฏิบัติโดยทั่วไป เพื่อเตรียมพร้อมปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

          ๑๒. เจ้าหน้าที่ช่างประจำอากาศยาน   ให้ต่อสายสัญญาณวิทยุเพื่อเฝ้าฟังระบบวิทยุ กำกับดูแล  การเติมเชื้อเพลิง และพร้อมทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมื่อเกิดเหตุ รวมทั้งการแจ้งเตือน
ให้นักบินทราบถึงความไม่ปลอดภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และปิดฝาช่องเติมเชื้อเพลิง และแผ่นปิดต่างๆ ที่เปิดไว้

การจัดตั้งตำบลจ่าย สป.(หน้า)

  • การจัดเตรียมอุปกรณ์ ( Forward Arming and Refueling Equipments - FARE )

อุปกรณ์สำหรับการปฏิบัติ ณ ตจ.สป.(หน้า) ในการให้บริการ สป.๓ ประกอบด้วยชุดอุปกรณ์หมายเลข NSN 4930-00-133-3041 ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ดังต่อไปนี้

    • ปั้มสูบจ่ายเชื้อเพลิง
    • ไส้กรอง และชุดแยกสิ่งปลอมปน
    • ชุดท่อทางเชื้อเพลิง
    • หัวจ่ายเชื้อเพลิง
    • ชุดอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าสถิตย์
    • ลิ้นควบคุมการปิดเปิดการไหลเชื้อเพลิง

๑.๑ ปั้มสูบจ่ายเชื้อเพลิง (Pump Assembly)

          เป็นปั้มสูบจ่ายเชื้อเพลิงลักษณะพิเศษที่มีข้อต่อท่อทางเชื้อเพลิงออกแบบ ๒ ทาง มีแรงดันขนาด ๑๐๐ แกลลอน/นาที หรืออย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๕๐ แกลลอน/นาที ต่อหัวจ่ายแต่ละหัว

๑.๒ ไส้กรองและชุดแยกสิ่งปลอมปน (Filter/Seperator)

          เป็นอุปกรณ์แยกน้ำ และสิ่งปลอมปนที่มากับเชื้อเพลิงได้ และสามารถรองรับอัตราการไหลของเชื้อเพลิงได้อย่างน้อย ๑๐๐ แกลลอน/นาที ที่ความดันเชื้อเพลิง ๗๕ ปอนด์/ตารางนิ้ว

๑.๓ ท่อทางเชื้อเพลิง (H oses ), หัวจ่ายเชื้อเพลิง (Nozzles ), ชุดอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ ( Grounding Equipments ) และลิ้นควบคุมปิด-เปิดการไหล ( Valve/Selector ) เป็นอุปกรณ์ประกอบชุดซึ่งจะต้องมีประกอบการปฏิบัติในทุกครั้งที่มีการจัดตั้ง ตจ.สป.(หน้า) สำหรับจำนวนขึ้นอยู่กับความต้องการของ ตจ.สป.(หน้า) ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็นประกอบด้วย

          - หม้อน้ำยาดับเพลิง

          - แท่งรับประจุไฟฟ้าสถิตย์

          - ถังรองรับขยะ และสิ่งปฏิกูล / อุปกรณ์/ผ้าเช็ดน้ำมันเชื้อเพลิง

          - ถังบรรจุน้ำขนาด ๕ แกลลอน

          ชุดอุปกรณ์ในการจัดตั้ง ตจ.สป.(หน้า) จะไม่รวมเชื้อเพลิงมีน้ำหนักรวมประมาณ ๘๔๐ ปอนด์ ใช้พื้นที่ในการบรรทุกกว้างขนาด ๖๔ ตารางฟุต

๑.๔ ชุดตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ( Fuel Sample Kits)
          
สำหรับใช้เพื่อการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปกติจะใช้ Aqua-glo Series III NSN 66-00-706-2302

๑.๕ ถังบรรจุเชื้อเพลิง (Fuel Container)
           เป็นถังบรรจุเชื้อเพลิงสำหรับการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยปกติจะมีหลายขนาดดังต่อไปนี้

          - ถังแบบยุบตัวได้ขนาด ๕๐๐ แกลลอน ( Collapsible Drum)

          - ถังบรรจุขนาด ๖๐๐ แกลลอน (Pod)

          - ถังพร้อมปั้มสูบจ่ายขนาด ๑,๒๐๐ แกลลอน (Tank & Pump Unit)

          - ถังแบบยุบตัวได้ขนาด ๓,๐๐๐/๑๐,๐๐๐ แกลลอน (Collapsible Tank)

          - ถังบรรจุแบบติดตั้งบนรถเคลื่อนที่ ขนาดความจุ ๒,๕๐๐ แกลลอน (Heavy Expanded Mobility Tactical Truck-HEMTT)

          - ถังบรรจุแบบเคลื่อนที่ด้วยการลากจูง ขนาด ๕,๐๐๐ แกลลอน (Semi-Trailer)

๒. การจัดตั้งและประกอบอุปกรณ์

          อุปกรณ์ต่างๆ สามารถดำเนินการประกอบให้แล้วเสร็จได้ภายในเวลาประมาณ   ๑๕ นาที    หากเจ้าหน้าที่ประจำ ตจ.สป.(หน้า)     มีประสบการณ์ และความชำนาญ  (สำหรับ สป.๓)
และจะใช้เวลาประมาณ ๔๕ นาทีสำหรับการจัดตั้ง ตจ.สป.๕

         การจัดตั้งและประกอบอุปกรณ์ ณ ตจ.สป.(หน้า) หน่วยควรพิจารณาแสวงประโยชน์ การกำบังและซ่อนพรางจากลักษณะภูมิประเทศ เพื่อช่วยให้ระบบปฏิบัติการมีความต่อเนื่องไม่ติดขัด ทั้งนี้ต้องพิจารณาปัจจัย ที่เกี่ยวกับอากาศยานแต่ละประเภทเป็นหลัก ซึ่งประเภทของอากาศยานจะเป็นเครื่องกำหนดระยะห่างระหว่างตำบลจอดของอากาศยาน     โดยทั่วไปแล้วจะมีระยะห่าง
อยู่ที่ประมาณ ๑๐๐ ฟิต ยกเว้น ฮ.ล.๔๗ จะต้องมีระยะห่างอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๑๘๐ ฟิต ทางด้านข้าง และ ๑๔๐ ฟิต ทางด้านหน้า – หลัง

          ในกรณีที่สามารถเลือกพื้นที่จอด ฮ.ได้หลายพื้นที่ ควรจัดให้มีการจอดในหลายๆลักษณะ    เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับทิศทางลม โดยควรให้วางแผนการจอด ฮ.   เพื่อให้ตำแหน่งของ
หัวจ่ายอยู่ด้านเหนือลม เพื่อป้องกัน มิให้ไอร้อนจากท่อไอเสียเครื่องยนต์มากระทบกับตำแหน่งของ หัวจ่าย และที่ตั้งของ สป.๓ ดังตัวอย่างตามภาพ

 

 

 

          เพื่อให้เกิดความพร้อมในการปฏิบัติ ควรมีการตรวจสอบการติดตั้งและประกอบอุปกรณ์ ให้ถูกต้องตามคู่มือที่กำหนด มี การ ต่อสายดินเพื่อลดประจุไฟฟ้าสถิตย์ มีการตรวจสอบการรั่ว
ไหลของระบบโดยรวม ตรวจสอบปั้มจ่ายเชื้อเพลิงว่ามีหล่อลื่นในตัวปั้ม ตามระดับที่กำหนด ไม่มีการรั่วซึม มีการตรวจสอบเครื่องวัดแรงดันของระบบไส้กรอง และชุดแยกสิ่งปลอมปนให้เป็น
ไปตามคู่มือกำหนด รวมทั้งมีการถอดเปลี่ยนไส้กรองตามระยะเวลา สำหรับการตรวจสอบข้อต่อเชื่อมท่อทางต่างๆ ให้ตรวจสอบว่าเครื่องหมายสัญลักษณ์ตำแหน่งล๊อค (Slippaged Mark) อยู่ในสภาพที่ตรงกัน และมีการใช้ถุงทรายรองข้อต่อในกรณีที่สายไม่อยู่ในระนาบ

          การตรวจสอบพื้นผิวท่อทางเชื้อเพลิงด้านนอก เพื่อหาลักษณะของการปริบวม   รอยขีดข่วนและฉีกขาด   อันจะนำมาซึ่งการรั่วซึมของเชื้อเพลิง   ส่วนการจัดเตรียมขนาด   ประเภท และ
จำนวนของหัวจ่ายขึ้นอยู่กับประเภทอากาศยาน    และความเร่งด่วนในการปฏิบัติ   อย่างน้อยจะต้องจัดเตรียมหัวจ่ายที่มีทั้งระบบการเติมแบบเปิด   ( Opened / Gravity Port ) ระบบเติม
จุดเดียวด้วยแรงดัน (Single point pressurized)   และระบบการเติมแบบปิด   (Closed circuit)   ซึ่งในการเติมแต่ละครั้งจะต้องมีการต่อเชื่อสายลดประจุกระแสไฟฟ้าสถิตตามจุดที่
คู่มือกำหนด(ใช้รายละเอียดหัวข้อการตรวจสอบ)

อุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ

          ควรจัดให้มีอุปกรณ์สำหรับดับเพลิงที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ โดยจัดประจำในทุกตำแหน่งที่มีการเติมเชื้อเพลิง   พร้อมทั้งจัดเตรียมถังเปล่าสำหรับรองเชื้อเพลิง    เพื่อการตรวจสอบ และ
รองรับเชื้อเพลิงที่จะหกล้นลงพื้น จัดให้มีถังบรรจุน้ำขนาด ๕ แกลลอน สำรับการล้างทำความสะอาดเชื้อเพลิงที่หกเปื้อนร่างกาย หรือบริเวณพื้น

เจ้าหน้าที่บริการ สป.๓ (อ.)

           ควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่สำหรับให้บริการ สป.(อ.) ณ ตำบลจ่าย สป.(หน้า) อย่างน้อยต้องประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ ๓ คน โดยคนที่ ๑ ทำหน้าที่จ่ายเชื้อเพลิงโดยควบคุมหัวจ่ายฯ คนที่ ๒ ประจำ ณ ชุดอุปกรณ์ควบคุมการปิด/เปิดการไหล และคนสุดท้าย ประจำ ณ อุปกรณ์ดับเพลิง     ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่นอกวงหมุนของใบพัดหลัก เพื่อให้    มีทัศนวิสัยตรวจการณ์ได้รอบ
บริเวณโดยปกติเจ้าหน้าที่นายนี้มักจะเป็นช่างประจำอากาศยาน ซึ่งสวมหมวกบิน มีวิทยุเฝ้าฟัง และพร้อมรายงานเหตุการณ์หรือสิ่งผิดปกติให้นักบินทราบได้

การแต่งกายของเจ้าหน้าที่

           แต่งเครื่องแบบที่ทำจากวัสดุทนไฟ ให้ลดปลายแขนเสื้อลงสุด
           สวมหมวกบิน หรือหมวกนิรภัยเฉพาะเจ้าหน้าที่ (H ARRP/CTA50-9000)   เนื่องจากหมวก   ทั้งสองประเภทติดตั้งระบบการติดสื่อสารไว้ในตัว แต่หากไม่สามารถจัดหาหมวก
ดังกล่าวได้ ให้ใช้หมวกนิรภัยสำหรับขับขี่ยานพาหนะแทน
          อุปกรณ์ป้องกันตา เจ้าหน้าที่เติมเชื้อเพลิงควรสวมแว่นตากันแดด กันลม และฝุ่นละออง (CTA50-9000 Goggles)
          การป้องกันเสียง สำหรับเจ้าหน้าที่อื่นที่ไม่ได้สวมใส่หมวกบิน หรือหมวกนิรภัยจะต้องมีการ ใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียงดังเมื่อปฏิบัติงานใกล้กับอากาศยาน
           เจ้าหน้าที่จะต้องสวมถุงมือที่ทำจากวัสดุทนไฟตลอดเวลาการปฏิบัติงาน และหากเชื้อเพลิง หกเปื้อนถุงมือ ให้รีบทำการถอดเปลี่ยนใหม่ทันที
           ให้สวมใส่รองเท้าหุ้มข้อ หรือรองเท้าสูงครึ่งน่อง ที่ทำจากวัสดุหนังสัตว์ พื้นยาง ไม่ติดแถบโลหะสำหรับทำเสียงดังเวลาชิดเท้า หรือโลหะใต้พื้นรองเท้า เพื่อป้องกันการเกิดประกายไฟ

๕. การปฏิบัติเมื่อเชื้อเพลิงหกเปื้อน/ล้นลงพื้น

          ให้หยุดการจ่ายเชื้อเพลิงทันที และรีบออกจากพื้นที่นั้นๆ   โดยด่วนใช้น้ำเปล่าล้างชำระเชื้อเพลิงที่หกเปื้อนร่างกาย เสื้อผ้าก่อน   แล้วให้รีบเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ชำระล้างคราบเชื้อเพลิง แล้วไปพบแพทย์ หากเชื้อเพลิงหกลงบนพื้นให้ใช้น้ำล้างคราบเชื้อเพลิงในอันดับแรกก่อน

๖. การปฏิบัติการเติมเชื้อเพลิง

          การเติมเชื้อเพลิงให้กับอากาศยาน สามารถกระทำได้ทั้งแบบการเติมปกติ ( Cold Refueling ) และแบบเร่งด่วน ( Hot/Rapid Refueling )   ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์    ภารกิจ ภัยคุกคาม และการตัดสินใจ ของผู้บังคับบัญชา ส่วนใหญ่มักจะเลือกการเติมเชื้อเพลิงแบบเร่งด่วน ซึ่งมี การปฏิบัติอยู่สองลักษณะคือ

           การเติมแบบเร่งด่วนระบบปกติโดยไม่ดับเครื่องยนต์ (N ormal Opened Port Hot Refueling)
           การเติมแบบ เร่งด่วน ด้วยระบบแรงดันโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์ (Pressurized Hot Refueling)

หมายเหตุ – เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ สป.๓ (อ.) จะต้องระมัดระวัง และต้องตรวจสอบการ ปรับตั้งแรงดัน และอัตราการไหลเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามคู่มือของอากาศยานแต่ละแบบ

          ๖.๑ การเติมแบบเร่งด่วนระบบปกติโดยไม่ดับเครื่องยนต์   (N ormal Opened /Gravity Port Hot Refueling )   เป็นการเติมโดยใช้การควบคุมลิ้นปิดเปิดอัตราการไหล     ณ หัวจ่ายปกติเข้าสู่ถังเชื้อเพลิงอากาศยาน วิธีนี้ จะให้ความปลอดภัยน้อยกว่า และใช้เวลาบริการมากว่าระบบการเติมแบบปิด รวมทั้งยังเป็นช่องทางให้สิ่งแปลกปลอม อื่นๆ      มีโอกาสเข้าสู่ระบบ
ถังเชื้อเพลิงอากาศยานได้ โดยทั่วไปมักจะใช้วิธีการเติมแบบนี้ ในสถานการณ์ภายใต้ภาวะ สงครามที่ต้องการประหยัดเวลา ในการจอดอากาศยาน เพื่อเติมเชื้อเพลิงในระยะสั้นๆ   ส่วนการที่จะ
กำหนดให้มีการบรรจุกระสุนในขณะเดียวกันเป็นอำนาจการตัดสินใจของ ผบ.หน่วยบิน หรือ ผบ.ภารกิจบินที่ได้รับมอบอำนาจ

          ๖.๒ การเติม แบบ เร่งด่วน ด้วยระบบไฟฟ้า/ แรงดันโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์ (Pressurized /Closed circuit Hot Refueling) เป็นการเติมเชื้อเพลิงโดยใช้หัวจ่ายแบบพิเศษ สอดล๊อคเพื่อยึดเข้ากับช่องรับเชื้อเพลิงเฉพาะของอากาศยานโดยตรง    วิธีนี้จะไม่มีเชื้อเพลิงหกล้น และไม่ทำให้มีไอหรือละอองของเชื้อเพลิงระเหยออกมาจากช่องเติม  รวมทั้งยังช่วยป้องกัน
การปนเปื้อนของสิ่งแปลกปลอมภายนอกได้อีกด้วย การเติมในลักษณะดังกล่าวที่นิยมมีด้วยกัน ๒ ลักษณะคือ การเติมโดยใช้ระบบไฟฟ้า (Closed Circuit Refueling - CCR ) การเติมโดย
ใช้ระบบแรงดัน ( Pressurized Refueling – D1Pressure) ข้อแตกต่างระหว่าง ๒ ลักษณะคือ ขีดความสามารถในการจ่ายของเชื้อเพลิง ซึ่งระบบ แรงดัน จะให้อัตราการไหลมากกว่า แต่ระบบไฟฟ้าสามารถต่อเชื่อมกับระบบการเติมแบบเปิดในระบบปกติได้ เมื่อใช้ หัวจ่ายขนาด ๒ ๑/๒ – ๓ นิ้ว

 

 

ที่มา FM1-104 /1994 ิ์

 

โดย พ.ต.วาตะชัย    ฐานโพธิ์    กวก.ศบบ.